สถิติ:Total Pageviews

Thursday, September 1, 2011

ครูพิชญ์สินี ดวงศรี : (เรื่องเก่ามาเล่าใหม่)การปรึกษาพหุวัฒนธรรม :เรียนรู้ สู่การเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา

รายงานผลการจัดอบรมสัมมนาทางวิชาการ
เรื่อง การปรึกษาพหุวัฒนธรรม :เรียนรู้ สู่การเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา
บทที่ 1
บทนำ
1. หลักการและเหตุผล

                เนื่องจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม
(พหุวัฒนธรรม) และเป็นพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบตั้งแต่ปี พ..2547 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งไม่มีทีท่าว่าว่าจะสงบลงได้เลย ประชาชนในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ และบุคลากรในแต่ละหน่วยงานต่างๆดำรงชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวง สถานศึกษาซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทต่อการพัฒนาสังคม เนื่องจากมีส่วนช่วยในการวางรากฐานทางการศึกษาอันเข้มแข็งให้กับเยาวชนหรือนักเรียนนักศึกษา โดยผ่านกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ถูกต้องและแม่นยำ อีกทั้งเป็นหน่วยงานที่ช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องถึงสภาวะปัญหาต่างๆและแนวทางการปฏิบัติการอยู่ร่วมกันให้กับเยาวชน
                สำหรับหลักการหรือแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆนั้นควรเน้นให้เกิดแนวคิดการอยู่ร่วมกันอย่างสงบและสันติไม่มีการแบ่งแยกหรือสร้างความแตกต่างระหว่างศาสนาหรือกลุ่มคน
แต่จะนำความแตกต่างทางวัฒนธรรมมาเป็นตัวสร้างความเข้มแข็งและความสามัคคี ซึ่งเรื่องของวัฒนธรรมยังเป็นเรื่องที่น่าศึกษาและถือเป็นมรดกของคนทุกคนในสังคม และทุกๆคนต้องมีหน้าที่ช่วยกันรักษา ปกป้องให้คงอยู่ตลอดไป โดยใช้หลักการเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา

2. วัตถุประสงค์
               2.1 เพื่อร่วมกันปรึกษาหารือถึงแนวทางในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
                    2.2 เพื่อนำผลของการเสวนา เรียนรู้ สู่การเข้าถึง เข้าใจและพัฒนานำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้

                                                                                 บทที่ 2
                                                     ขอบข่ายกิจกรรม
1. การจัดอบรมสัมมนาทางวิชาการเรื่อง การปรึกษาพหุวัฒนธรรม :เรียนรู้ สู่การเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา ในครั้งนี้มีวิทยากรผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย
1.       นายพงษ์ศักดิ์               ยิ่งชนม์เจริญ        (นายกเทศมนตรีนครยะลา)
2.       นายแพทย์ดำรง           แวอาลี                   ( กลุ่มงานจิตเวช โรงพยาบาลศูนย์ยะลา)
3.       นายวิลาพ                      อุทัยรัตน์               (ผู้อำนวยการโรงเรียนเบญจมราชูทิศปัตตานี)
4.       นางสริฎา                      ปุติ                          (ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดปัตตานี)

2. ผู้เข้าร่วมเสวนา ครู นักจิตวิทยา และนักศึกษาวิชาเอกจิตวิทยามหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
                                                               บทที่ 3
                                                     ผลของการดำเนินการ
การจัดอบรมสัมมนาในครั้งนี้มีการเสวนาในลักษณะปรึกษาหารือเพื่อหาแนวทางการปฏิบัติในทิศทางเดียวกันต่อปัญหาความแตกต่างของวัฒนธรรม เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ สู่การเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา โดยเริ่มการเสวนาแนวคิดจากผู้เข้าร่วมลำดับท่านแรกคือ
นายพงษ์ศักดิ์  ยิ่งชนม์เจริญ  นายกเทศมนตรีนครยะลา
นายพงษ์ศักดิ์  ยิ่งชนม์เจริญ  นายกเทศมนตรีนครยะลา กล่าวว่าเรื่องของความเชื่อมั่น เชื่อถือ เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าไม่เชื่อถือกัน สุดท้ายจะนำไปสู่สงครามกลางเมือง ซึ่งการสร้างสถานการณ์ของภาคใต้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ..2547 อาจจะมาจากสาเหตุของความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งทั้งที่ปัจจัยดังกล่าวควรเป็นเสน่ห์ทางวัฒนธรรม ดังนั้นในการแก้ปัญหาจึงต้องมีการวิเคราะห์ถึงจุดเด่นจุดด้อย แล้วดึงสิ่งที่มีอยู่นั้นออกมาใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องศิลปะเป็นสิ่งที่  3 จังหวัดภาคใต้ถนัด จึงน่าจะดึงมาเป็นสิ่งที่สร้างเสริมความเชื่อมั่นเพื่อนำไปสู่ความสามัคคี เช่นเรื่องนกกรงหัวจุก การเสร้างเรือกอแระ และงานฝีมือต่างๆซึ่งปรากฏแก่สายตามากมาย
ทั้งนี้ในการปฏิบัติงานของนายกเทศมนตรีจังหวัดยะลามีการสร้างความเชื่อมั่นให้กับชุมชน โดยการใช้นายกเทศมนตรีเป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างความเข้มแข็ง โดยเริ่มตั้งแต่วัยเด็กกระทั่งถึงวัยผู้ใหญ่ โดยมีการแบ่งการดูแลตามช่วงอายุ   วัย  3-5 ขวบ ใช้หลักสูตรในโรงเรียน ปลูกฝังให้เกิดการรักบ้านเกิด ใช้หนังสือ 3 ภาษา  เล่านิทานให้เด็กฟัง  นอกจากนี้ยังใช้เรื่องของกีฬาเป็นตัวเชื่อมระหว่างไทย มุสลิม และจีน ซึ่งการใช้กิจกรรมเป็นตัวเชื่อมไม่ต้องมีการอธิบาย หรือบรรยาย แต่ใช้หลักการปฏิบัติร่วมกันให้เคารพกฎกติกา และเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน
          นอกจากนี้ยังมีการนำวัยรุ่นแต่ละส่วนหรือชุมชนส่งตัวแทนมาร่วมกิจกรรมละลายพฤติกรรม เข้าค่ายอบรม  คือ1 ชุมชน มีเด็กวัยรุ่น 15 คนมามีส่วนร่วม  ส่วนในวัยผู้ใหญ่มีการประชุมชุมชน การเยี่ยมชุมชนอย่างเรียบง่าย และเข้าถึงด้วยการใช้รถจักรยานปั่นเยี่ยมชาวบ้าน เพื่อรับทราบปัญหาของแต่ละชุมชน เป็นต้น

                สำหรับข้อสรุปการหาแนวทางการอยู่ร่วมกันในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้นั้นมีหลักสำคัญดังนี้
1.       มีสังคมประชาธิปไตย คือเปิดใจกว้าง ยอมรับฟังเหตุผลในทุกฝ่าย
2.       ต้องมีจิตใจที่ยุติธรรม  คือต้องสร้างความเสมอภาคเท่าเทียมกัน มีการบริหารความรู้สึก และงานให้เกิดความยุติธรรมในรูปธรรม
3.       ใฝ่รู้ คือการศึกษาหาความรู้ต่างๆมาเป็นองค์ประกอบในการร่วมพัฒนาทั้งตนเองและสังคม
4.       รักในเพื่อนมนุษย์ คือ เมื่อเกิดความรักปัญหาต่างๆก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะรู้จักการอภัยให้
แก่กัน

นายวิลาพ   อุทัยรัตน์  ผู้อำนวยการโรงเรียนเบญจมราชูทิศปัตตานี
นายวิลาพ   อุทัยรัตน์  ผู้อำนวยการโรงเรียนเบญจมราชูทิศปัตตานี กล่าวถึงประเด็นของเรื่องการศึกษา ว่า เรื่องของการศึกษามีปัญหา เพราะสังคมมองครูว่ายังไม่สมบูรณ์ ส่วนเรื่องของความแตกต่างทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งสวยงาม และน่าจะมีหลักสูตรพหุวัฒนธรรมให้นักเรียนนักศึกษาได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในวัฒนธรรมอันหลากหลาย และสามารถอยู่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งในแง่ของการศึกษาควรมีการพัฒนาให้ความรู้เด็ก และผู้ปกครองด้วย อาจจะด้วยวิธีการจัดอบรมให้ความรู้จากวิทยากรที่หลากหลาย เพราะโรงเรียนที่ใกล้ตัวนักเรียนที่สุดคือบ้าน หากบ้านเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง และอบอุ่น ก็ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยในการพัฒนาสังคมให้เกิดความเข้มแข็งได้เช่นกัน
สำหรับปัจจุบันเรื่องของอิทธิพลก็เป็นอุปสรรคใหญ่ ที่ทางโรงเรียนแสดงบทบาทได้ไม่เต็มที่ ซึ่งทำได้ในระดับป้องกัน และให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเท่านั้น ครอบครัวจึงเป็นส่วนสำคัญ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด ความสุขที่ยิ่งใหญ่ เริ่มได้จากสิ่งที่เล็กๆ
สำหรับในส่วนของครูในการช่วยเหลือเด็กนักเรียนครูต้องไม่เป็นผู้ป่วย คือต้องมีความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ ทั้งในด้านการงาน ครอบครัว การเรียนและกิจกรรม (สังคม) ส่วนปัญหาของพื้นที่ของ 3 จังหวัดภาคใต้ที่มีความรุนแรงนั้นย่อมเป็นปัญหาสำคัญ แต่มองว่าการสร้างขวัญและกำลังใจต้องอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมั่นไม่กลัวจนเกิดปัญหาต่อสุขภาพจิตใจจนเกินไป

นายแพทย์ดำรง                  แวอาลี   ( กลุ่มงานจิตเวช โรงพยาบาลศูนย์ยะลา)
นายแพทย์ดำรง  แวอาลี   กลุ่มงานจิตเวช โรงพยาบาลศูนย์ยะลา กล่าวว่าการศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรมเป็นข้อได้เปรียบ คือยิ่งมีความยากก็ยิ่งดี เป็นโอกาสที่จะได้ทำให้ดีขึ้น คือ มองเป็นเรื่องของโอกาสมากกว่าปัญหาก็จะกลายเป็นเรื่องที่ไม่ยาก
การปฏิบัติงานในด้านงานจิตเวชเป็นสิ่งที่ยากต้องเข้าใจเข้าถึงสภาพปัญหาอย่างใกล้ชิด
ในการรักษาผู้ป่วยนั้นเน้นการให้คำปรึกษาไม่ใช่การแนะนำ และพยายามสร้างความคิดให้ผู้ป่วยเข้าใจศักยภาพต่อตัวของผู้ป่วยเอง ให้เขาเกิดความมั่นใจ มักใช้คำถามว่าท่านคิดอย่างไร และจะทำอย่างไร แต่ทั้งนี้ต้องเรียนรู้ในเรื่องของวัฒนธรรมทุกชนชาติ ไม่ดุถูก หรือเหยียดหยาม เคารพทุกความเชื่อ แม้กระทั่งความเชื่อของชาวบ้าน เพราะทุกอย่างมีผลต่อสภาพจิตใจ และไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้กับเขาเอง
สำหรับผู้ป่วยที่เพิ่งผ่านการสูญเสีย บทบาทของจิตแพทย์จะต้องเข้าหาผู้ป่วย และการรักษาจะมี 2 แบบคือ
1.       ปลอบใจ
2.       ฟังการระบาย จับตัว โอบไหล่
สิ่งสำคัญในการรักษาผู้ป่วย
1.       อย่าตัดสินใจ
2.       ไม่อคติ
3.       เป็นผู้รู้ ก่อนให้คำปรึกษา
4.       การสร้างวัคซีนทางจิตใจให้กับผู้ป่วย
- I   have       ฉันมี
- I   can        ฉันทำได้
- I   am         ฉันเป็นตัวฉันเอง (เชื่อมั่น)
นางสรินฎา   ปุติ    (ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดปัตตานี) 
นางสริฎา ปุติ  ผู้บริหารศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดปัตตานี กล่าวว่า ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดปัตตานี ก่อตั้งเมื่อ 2538 (12 ปี) และศูนย์ฯพบเจอสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นกับเยาวชนมีมากมายและหลากหลายประเภทมีทั้งเยาวชนที่เข้ามารักษาเพื่อต้องการหายขาด และมาพักอาศัยหลบหนีการจับกุมจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นกรณีที่ทำงานยากลำบาก บางกลุ่มก็รักษาแต่ไม่หายขาดกลับไปใช้ชีวิตเดิมและกลับเข้ามาใหม่ เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจและค่อยๆแก้ไข แต่สิ่งสำคัญในการดูแลผู้ป่วยต้องไม่ตัดสินปัญหาของเขาด้วยความคิดของเรา โดยยึดหลักแนวคิดที่ว่า ผู้รู้ คือ ผู้ไม่รู้ และผู้ไม่รู้ คือ ผู้รู้ การให้คำปรึกษาต้องไม่สอน แต่ต้องดึงปัญหา และให้เขาหาวิธีการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ถ้าผู้ป่วยแก้ไม่ได้จึงค่อยเสนอแนะแล้วให้เขาพิจารณาปรับใช้ แต่ต้องไม่คิดแทนผู้ป่วย
การแก้ไขปัญหาต่างๆให้กับเยาวชนนั้นต้องมีการประสานงานกับครอบครัวด้วย เพราะเป็นส่วนสำคัญที่ให้กำลังใจกับผู้ป่วยให้ต่อสู้กับปัญหาได้  แต่ปัจจุบันปัญหาที่พบเจอคือ ครอบครัวไม่ยอมมีส่วนร่วมในการรักษา เพราะมองว่าศูนยฯให้การช่วยเหลืออยู่แล้ว ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ยังไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ปราชญ์ชาวบ้านก็มีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือได้เช่นกัน และหลักสำคัญที่สุดในการเยียวยารักษาผู้ป่วย คือใช้ความสงบ อ่อนโยน เพราะถ้าใจเงียบ คือใจที่บริสุทธิ์ ที่พร้อมจะให้และเปิดรับสิ่งต่างๆที่เข้ามาในชีวิตได้
สำหรับการการจัดอบรมสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง การปรึกษาพหุวัฒนธรรม :เรียนรู้
สู่การเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดีที่ทางคณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตปัตตานี ได้จัดขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์เป็นอย่างมากกับหน่วยงานต่างๆที่จะมาเสวนาถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา และการปฏิบัติไปสู่ทิศทางเดียวกัน และยังเป็นการนำประเด็นปัญหาต่างๆมาปรึกษาหารือเพื่อช่วยกันแก้ไขเป็นเครือข่าย อันเป็นการสร้างความเข้มแข็งของระหว่างหน่วยงาน โดยเฉพาะสถานศึกษาที่เป็นหน่วยงานสำคัญที่ปลูกฝังความรู้ความเข้าใจที่ดีให้กับเยาวชนได้เรียนรู้ และดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้อง
การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ยังเป็นการเผยแพร่ และแสดงถึงความพร้อมของหน่วยงานต่างๆที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือและดูแลชุมชนทั้งด้านสภาพกายและจิตใจ โดยเฉพาะทางคณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตปัตตานี ที่พร้อมจะให้นักศึกษาเอกจิตวิทยาได้ปฏิบัติงานจริงร่วมกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการช่วยปรับปรุง พัฒนา และแก้ไขสภาพปัญหาต่างๆใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

  บทที่ 4
                                                                สรุปผลและการอภิปรายผล
สรุปผลการจัดอบรมสัมมนาทางวิชาการ เรื่องการปรึกษาพหุวัฒนธรรม เรียนรู้ สู่การเข้าถึง เข้าใจ และการพัฒนา สามารถนำผลไปประยุกต์ในการปฏิบัติงานได้ผลดังนี้

1. การเอาจุดเด่นของแต่ละบุคคลออกมา เป็นการส่งเสริมการปฏิบัติงานได้ถูกจุด นำไปสู่ความสามัคคีได้
2. การปลูกฝังให้เด็กรักถิ่นบ้านเกิด ควรส่งเสริมตั้งแต่วัยเด็กเพื่อเป็นการปลูกฝังสิ่งที่ดีๆ ที่ต้องการให้เกิดขึ้น
3. ในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขต้องยึดหลักประชาธิปไตย คือเปิดใจกว้าง ยอมรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
4. การอยู่ร่วมกัน ต้องมีจิตใจที่มีความยุติธรรม ต้องให้ความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน
5. บ้านคือแหล่งการเรียนรู้ที่สำคัญ มีความอบอุ่น มีความเป็นประชาธิปไตย ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยพัฒนาสังคมได้
6. การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ทุกคนต้องเรียนรู้ และเข้าใจในความแตกต่างของกัน
และกัน ไม่มีอคติต่อกัน และให้เกียรติซึ่งกันและกัน
                                                     ข้อเสนอแนะ
1.  การจัดกิจกรรมสัมมนาควรจัดให้มีกิจกรรมที่หลากหลาย เน้นการร่วมกิจกรรมกลุ่มหรือได้ลงมือปฏิบัติภาระงานหรือชิ้นงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ดีต่อกันระหว่างหน่วยงานหรือบุคลากรที่เข้าอบรม
2. ผู้ที่เข้าร่วมสัมมนาควรได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดในช่วงเวลาที่เหมาะสม และเสนอประเด็นปัญหาได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์
                                                                                                                               วันที่ 17 สิงหาคม 2552  
                                                                                                 ณ ห้องประชุม 1     อาคาร 10     คณะศึกษาศาสตร์
                                                                                              มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์    วิทยาเขตปัตตานี

No comments:

Post a Comment